วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บุคคลสำคัญของชาติไทย

นายเอื้้้้้อ สุนทรสนาน



ครูเอื้อ สุนทรสนาน มีนามเดิมว่า "ละออ" ต่อมาเป็น "บุญเอื้อ" ก่อนเปลี่ยนอีกครั้งในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็น "เอื้อ" เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2453 ณ บ้านตำบลโรงหวี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาชื่อ นายดี สุนทรสนาน มารดาชื่อ นางแส สุนทรสนาน 
     ครูเอื้อ เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดใหม่ราษฎร์บูรณะ สมุทรสงคราม เพียงปีเศษ บิดาได้พาตัวเข้ากรุงเทพฯ มาอาศัยอยู่กับคุณลุง คือ หมื่นไพเราะพจมาน ซึ่งรับราชการเป็นคนพากย์โขนในกรมมหรสพ ต่อมาถูกส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม จนจบชั้นประถม เป็นเวลาเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงตั้งโรงเรียนพรานหลวงขึ้นที่สวนมิสกวัน เพื่อสอนดนตรี ครูเอื้อย้ายมาเข้าเรียนวิชาสามัญสลับวิชาดนตรี โดยมีอาจารย์ใหญ่คือ อาจารย์พระเจนดุริยางค์
     หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พระเจนดุริยางค์ให้ครูเอื้อหัดไวโอลิน หัดเป่าแซ็กโซโฟน และเปลี่ยนมาเรียนวิชาดนตรีเต็มวัน ความสามารถครูเอื้อได้ประจักษ์จึงได้ให้เข้ารับราชการประจำกองเครื่องสายฝรั่งหลวงในกรมมหรสพ  กระทรวงวัง กระทั่งได้เลื่อนขึ้นไปเล่นวงใหญ่ในปี  พ.ศ. 2469 และ 2 ปีต่อมาได้รับพระราชทานยศ "พันเด็กชาตรี" และ "พันเด็กชาโท" ในปีถัดไป
     ในปี  พ.ศ. 2475 ได้โอนไปรับราชการสังกัดกรมศิลปากร สังกัดกองมหรสพ ครูเอื้อยังได้ร่วมงานกับคณะละครร้องของแม่เลื่อน ไวณุนาวิน ได้แต่งเพลง "ยอดตองต้องลม" นับเป็นเพลงแรกในชีวิตการประพันธ์ โดยได้เฉลิม บุณยเกียรติ ให้คำร้อง ปีเดียวกันครูเอื้อได้ขับร้องเพลง "นาฏนารี" คู่กับวาสนา ละออ และถือว่าเป็นเพลงแรกสุดที่ได้ขับร้องบันทึกเสียงด้วย
     ปี  พ.ศ. 2479 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล, หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์, พจน์ สารสิน และชาญ บุนนาค จัดตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ไทยฟิล์ม ประเดิมเรื่องแรกคือ "ถ่านไฟเก่า" ครูเอื้อบรรเลงดนตรีประกอบภาพยนตร์ และได้ร้องเพลง "ในฝัน" แทนเสียงพระเอก ต่อมาได้เป็นหัวหน้าวงดนตรีฟิล์ม เมื่อกิจการบริษัทไทยฟิล์มต้องเลิกไป วงดนตรีก็พลอยสลายตัวไปด้วย
     ปี พ.ศ. 2480 ทางราชการได้ปรับปรุงสำนักงานโฆษณาการ และยกฐานะขึ้นเป็นกรมโฆษณาการ ก่อนมีมติว่าเมื่อมีสถานีวิทยุของรัฐบาลแล้ว ควรมีวงดนตรีประจำอยู่ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์  ตระหนักถึงฝีไม้ลายมือของครูเอื้อ จึงได้แนะนำควรยกวงของครูเอื้อ มาอยู่กรมโฆษณาการ นี่คือที่มาของวงดนตรีกรมโฆษณาการ  ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2482 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
     ครูเอื้อพบรักกับ  อาภรณ์ กรรณสูต ธิดาพระยาสุนทรบุรี และคุณหญิงสอิ้ง กรรณสูต เมื่อปี พ.ศ. 2480 และได้เข้าสู่พิธีสมรสเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 มีบุตร-ธิดา คือ นางอติพร สุนทรสนาน และนายสุรินทร สุนทรสนาน ทายาทชายผู้สืบสกุลซึ่งเกิดจากนางสาวนิตยา อรุณวงศ์ ปัจจุบันรับราชการอยู่กระทรวงพาณิชย์
     ในปี พ.ศ. 2482 โรงแรมรัตนโกสินทร์ได้จัดคอนเสิร์ต สุรัฐ พุกกะเวส เลขานุการโรงแรมเห็นว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะนำวงดนตรีของราชการไปบรรเลงในโรงภาพยนตร์เอกชน จึงหารือกับครูเอื้อว่าควรจะใช้ชื่อวงดนตรีเป็นอย่างอื่น  ตอนนั้นครูเอื้อตกหลุมรักคุณอาภรณ์ จึงได้จังหวะนำนามสกุลของตนเองไปรวมกับชื่อของคนรัก  ซึ่งรวมกันแล้วก็ได้ชื่อวงว่า "สุนทราภรณ์"
     ครูเอื้อรับราชการในกรมโฆษณาการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 จนต่อมาในปี พ.ศ. 2495 กรมโฆษณาการได้เปลี่ยนชื่อเป็น กรมประชาสัมพันธ์ จนกระทั่งเกษียณในปี พ.ศ. 2514 ทางกรมประชาสัมพันธ์ได้จ้างพิเศษให้ดำเนินตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญการดนตรีต่ออีก 2 ปี และในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2516 ครูเอื้อเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสมัชชาแห่งชาติ
     ครูเอื้อ  สุนทรสนาน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเหรียญรูปเสมาทองคำที่มีพระปรมาภิไธยย่อ  ภ.ป.ร. จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันครบรอบ 30 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512
     ช่วงปลายปี  พ.ศ. 2521 ครูเอื้อเริ่มมีอาการไข้สูง แพทย์ได้เอกซเรย์ตรวจพบก้อนเนื้อร้ายขนาดเท่าลูกเทนนิสที่บริเวณปอดด้านขวา จึงได้เริ่มการรักษา และในปี พ.ศ. 2523 ครูเอื้อได้เดินทางพร้อมกับนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร และได้ขับร้องเพลงถวายเป็นครั้งสุดท้าย เพลงที่ร้องถวาย คือ "พรานทะเล"
     ครูเอื้อ สุนทรสนาน เสียชีวิตลงเมื่อถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2524 สิริอายุรวม 71 ปี 2  เดือน 11  วัน ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระราชทานโล่เกียรติยศในฐานะศิลปินตัวอย่างผู้ประพันธ์เพลง  ประจำปี พ.ศ. 2523-2524 แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ครั้งที่ 4 โดยมี อติพร เสนะวงศ์ บุตรีเป็นผู้รับแทน จนเมื่อวันที่ 5 เมษายน  พ.ศ. 2550 กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอครูเอื้อ สุนทรสนาน ต่อองค์การยูเนสโกในวาระครบรอบ 100  ปีชาตกาลครูเอื้อ เพื่อให้เป็นบุคคลดีเด่นของโลก กระทั่งเดือนตุลาคมที่ผ่านมา องค์การยูเนสโกได้รับรองครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นบุคคลสำคัญของโลกอย่างเป็นทางการในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 35 ประเทศไทยจะต้องจัดงานเฉลิมฉลองนับตั้งแต่วันที่  21มกราคม พ.ศ. 2553 ซึ่งถือเป็นวันเกิดของท่านจนถึงวันที่ 21 มกราคมของปีถัดไป.


บุคคลต่างชาติที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

นายแพทย์เฮาส์: แพทย์ผู้ให้ยาระงับความรู้สึก  คนแรกในสยาม

หมอแซมมวล เฮาส์




มิชชันนารีที่เข้ามาในประเทศไทย นอกจาก
ภารกิจในการเผยแผ่ ศาสนาแล้วยังมีการปฏิบัติ
ภารกิจอันเป็นประโยชน์แก่ชาวพื้นเมือง ได้แก่การ
สอนหนังสือ และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น
จนชาวบ้านพากันเรียกมิชชันนารีว่า “หมอ” โดยที่
มิชชันนารีบางคนไม่ได้ศึกษาด้านการแพทย์มาก่อน
ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นยังไม่มีแพทย์
ไทยแผนปัจจุบันแม้แต่คนเดียว ในช่วงร้อยปีระหว่าง
พ.ศ. 2371 - พ.ศ. 2471 มีมิชชันนารีที่เป็นแพทย์
ปริญญาเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทยถึง 46 คน
แพทย์มิชชันนารีเหล่านี้ได้ทำงานด้วยความเสียสละ
อย่างแท้จริงจนบังเกิดประโยชน์ในด้านการแพทย์
และสาธารณสุขของประเทศไทย มิชชันนารีบางคน
ได้เสียชีวิตหรือสูญเสียบุตรและภรรยาไปในระหว่าง
ที่ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากป่วยเป็น
โรคติดต่อบ้าง หรือประสบอุบัติเหตุระหว่างการ
เดินทางบ้าง นับได้ว่ ามิชชันนารีเหล่ านี้ได้สร้าง
คุณภาพดีแก่ประชาชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง ใน
จำนวนนี้มีมิชชันนารีท่านหนึ่งซึ่งสมควรกล่าวถึงใน
ฐานะแพทย์ผู้ให้ยาระงับความรู้สึกท่านแรกใน
ประเทศไทยซึ่งได้แก่ นายแพทย์ซามูเอล เรโนลด์
เฮาส์(Samuel Reynolds House)
นายแพทย์ซามูเอล เรโนลด์เฮาส์เดินทาง
จากสหรัฐอเมริกามาถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 22
มีนาคม พ.ศ. 2390 (ค.ศ. 1847) ขณะที่นายแพทย์
บรัดเลย์ได้เดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกาชั่วคราว
แล้วเพียง 2 สัปดาห์เมื่อข่าวการมาของ “หมอฝรั่ง
คนใหม่” ได้แพร่สะพัดออกไปก็มีผู้ป่วยมาขอรับการ
รักษาจากนายแพทย์เฮาส์เป็นจำนวนมาก นายแพทย์
เฮาส์ได้เปิดคลินิกขึ้น ณ ที่ทำการเดิมของนายแพทย์
บรัดเลย์ซึ่งเป็นเรือนแพหลังเล็ก ๆ หน้าสำนักงาน
มิชชันนารี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นผู้ป่วยที่มีแผลเรื้อรัง
หรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาท ในปีพ.ศ.
2390 (ค.ศ. 1847) นายแพทย์เฮาส์ได้ให้ยาระงับ
ความรู้สึกเป็นครั้งแรกด้วยอีเทอร์ผู้ป่วยเป็นหญิงชรา
อายุ84 ปีถูกไม้รวกตำเข้าเนื้อลึก 8 นิ้ว โดยไม้ที่ตำ
หักคาแผลอยู่ นายแพทย์เฮาส์เพิ่งอ่านพบเรื่องการใช้
อีเทอร์ในวารสารการแพทย์จึงได้ทดลองใช้ดูบ้าง
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีเครื่องมือสำหรับให้อีเทอร์โดยเฉพาะ
การผ่าตัดโดยให้ยาระงับความรู้สึกด้วยอีเทอร์ครั้งนั้น
สำเร็จเป็นที่น่าพอใจซึ่งอาจเป็นครั้งแรก ๆ ในทวีป
เอเชีย เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการ
ใช้อีเทอร์ในทางศัลยกรรมครั้งแรกในโลก ซึ่งเป็น
ปีเดียวกันกับการให้ยาระงับความรู้สึกครั้งแรกใน
เกาะสิงคโปร์อาณานิคมของอังกฤษ

นายแพทย์เฮาส์เป็นแพทย์เรียนสำเร็จวิชา
แพทย์นับเป็นศัลยแพทย์คนแรกในสยามที่ ศึกษา
ด้านนี้มาโดยตรง อาจกล่าวได้ว่านอกจากหมอบรัดเลย์
แล้ว นายแพทย์เฮาส์เป็นหมอฝรั่งที่มีชื่อเสียงที่สุด
ในยุคนั้น ในช่วงระยะเวลา 18 เดือนแรก ท่านได้

รักษาผู้ป่วยแล้วถึง 3,117 ราย 4 คนไทยในสมัยนั้น

เรียกขานนายแพทย์เฮาส์ว่า “หมอเหา”เมื่อคราว
เกิดอหิวาตกโรคระบาดในปีพ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1849)
ซึ่งตรงกับการระบาดครั้งใหญ่ครั้งที่ 2 ในโลก มีผู้
เสียชีวิตในสยามไม่น้อยกว่า 40,000 คน นายแพทย์
เฮาส์ได้ทำการช่ วยเหลือผู้ป่ วยอหิวาตกโรคอย่ าง
ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย โดยไม่เกรงว่าจะติดโรค
ในระหว่ างการบำบัดผู้ป่ วย นอกจากนี้ท่ านยังได้
ตระเวนทำการปลูกฝีแก่ประชาชนในกรุงเทพฯ เมื่อ
นายแพทย์บรัดเลย์ถวายการรักษาแก่เจ้านายในวัง
เป็นครั้งคราว บางครั้งต้องนอนค้างคืนเปลี่ยนเวรใน
การถวายการรักษาอย่างไรก็ตามหลังจากการทำงาน
ด้านการแพทย์ได้6 ปีท่านได้อุทิศชีวิตส่วนใหญ่ไป
การเผยแผ่คริสต์ศาสนาตลอดเวลา 29 ปีที่ทำงานในประเทศไทย
ท่านมีโอกาสเดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ
ทำการสำรวจทิศทาง บันทึกสภาพภูมิประเทศและ
เขียนแผนที่ จนทางราชการได้ขอคัดลอกนำไปใช้
นายแพทย์เฮาส์มีโอกาสเดินทางไปเพชรบุรีนครนายก
นครสวรรค์หรือปากน้ำโพ พิษณุโลก นครราชสีมา
และเชียงใหม่ ท่านรู้จักมักคุ้นกับขุนนางหนุ่ม และเจ้านายหลายพระองค์โดยเฉพาะอย่ างยิ่ งสมเด็จ
เจ้าฟ้าใหญ่ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
และสมเด็จเจ้าฟ้าน้อย (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า
เจ้าอยู่หัว) ทรงโปรดปรานนายแพทย์เฮาส์เป็นพิเศษ
นายแพทย์เฮาส์เป็นผู้สนใจวิทยาศาสตร์หลายสาขา
ได้แก่ ดาราศาสตร์ฟิสิกส์เคมีชีววิทยาและได้
ถ่ายทอดวิชาเหล่านี้แก่คนไทย ท่านได้ทำการทดลอง
วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสรีระวิทยา การใช้โครงกระดูก
มนุษย์ประกอบการสอน ทำให้คนแตกตื่นขอดูกัน
เป็นจำนวนมาก เขาได้รายงานการค้นพบหอยชนิดใหม่
ในประเทศไทย 2 ชนิด คือ Cyclostoris Housei และ
Spiraculum Housei ต่ อมานายแพทย์เฮาส์เกิด
ความคิดที่จะสร้างโรงเรียนขึ้น ท่านและภรรยา อยู่ใน
กลุ่มมิชชันนารีรุ่นบุกเบิกในการตั้งโรงเรียน Samray
Boy’s School (หรือโรงเรียนเด็กชายที่สำเหร่) อัน
เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และ
Harriet House School (หรือ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง)
อันเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

งานที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของนายแพทย์เฮาส์
คือ ท่านได้มีส่วนช่วยเหลือในการแปลและการร่าง
สนธิสัญญาระหว่างไทยและจักรวรรดิอังกฤษสมัย
ครั้งที่ เซอร์จอห์น เบาว์ริง เป็นราชฑูตเข้ามา
เจริญพระราชไมตรีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดช่วง 29 ปีที่ท่านได้
อุทิศกายและใจให้กับการทำงานในประเทศไทย ใน
บางครั้งท่านเกือบเอาชีวิตไม่รอด ท่านเคยประสบ
อุบัติเหตุตกม้าจนบาดเจ็บสาหัสขณะเดินทางไป
ยังจังหวัดเพชรบุรีหรือขณะที่ท่านกำลังช่วยรักษา
พยาบาลผู้ป่ วย เมื่ อคราวเกิดอหิวาตกโรคระบาด
ตัวท่ านเองก็เกิดอาการเป็นโรคนี้เช่ นกัน แต่ รู้ตัว
และรักษาได้ทันท่วงทีครั้งหนึ่งท่านถูกช้างแทงที่ท้อง
บาดเจ็บเป็นแผลฉกรรจ์ขณะกำลังเดินทางไปเยี่ยม
ศาสนาจารย์แมคกิลวารีที่เชียงใหม่ ท่านได้ลงมือเย็บ
แผลที่ท้องด้วยตนเองจนอาการพ้นขีดอันตรายและ
เดินทางถึงเชียงใหม่ด้วยความปลอดภัย 4 ในปีพ.ศ.
2419 (ค.ศ. 1876) ท่านตัดสินใจเดินทางกลับสหรัฐ-
อเมริกา เนื่องจากภรรยาของท่านมีสุขภาพทรุดโทรม
ช่วงบั้นปลายของชีวิตท่านอยู่อย่างสมถะ มรดกที่
ท่านได้รับได้แก่ บ้านหลังเดียวจากการปฏิบัติภารกิจ
ในประเทศไทยเป็นเวลายาวนาน
มิชชันนารีที่ กลับบ้านและเกษียณจึงไม่ มี
สวัสดิการใด ๆ รองรับ ลูกศิษย์ที่เคยเรียนวิชาเคมี
กับท่าน ได้แก่ นายโหมดได้ส่งเงิน 500 ดอลลาร์ให้
ท่านใช้นอกจากนี้ในปีพ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897)ลูกศิษย์
ของท่ านซึ่ งเป็นศิษย์เก่ าโรงเรียน Samray Bay’s
School คิดถึงและระลึกถึงพระคุณของท่านจึงได้
รวบรวมเงิน 125 ดอลลาร์ส่งไปให้ท่านหลังจากที่
ท่ านได้รับเงินในอีก 2 วันต่ อมานายแพทย์เฮาส์
ก็ถึงแก่กรรม แม้กระนั้นความรักของท่านทีมีต่อ
ประเทศไทยหรือสยามประเทศนั้นยังยิ่งใหญ่ เพราะ
ท่านยังได้มอบเงินก้อนสุดท้ายที่ท่านได้รับให้เป็น
เงินทุนสำหรับโรงเรียน Harriet House School หรือ
โรงเรียนกุลสตรีวังหลังในประเทศไทย

ท่านเสียชีวิตเมื่อวันที่13 ตุลาคม พ.ศ. 2441
(ค.ศ. 1898) ร่างของท่านอยู่ที่สุสานของคริสตจักร
Waterford สหรัฐอเมริกา นายแพทย์ซามูเอล
เรโนลด์เฮาส์ไม่ได้เป็นเพียงแพทย์ที่เป็นวิสัญญีแพทย์
ท่านแรกของประเทศไทย ท่านยังเป็นนักวิทยาศาสตร์
และครูผู้ยิ่งใหญ่อีกด้วย

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"เยาวชนไทย ไม่ไร้มารยาท


เยาวชนชายไทย หัวใจสุภาพบุรุษ เยาวชนสตรีไทยให้รักนวลสงวนตัว"


"เยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด"


องค์กรมรดกโลก

มรดกโลก 
 (ภาษาอังกฤษ: World Heritage Site ภาษาฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial) คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต
มรดกโลก (ภาษาอังกฤษ: World Heritage Site ภาษาฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial)
คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต
สถิติ

ในปัจจุบัน มีมรดกโลกทั้งหมด 830 แห่ง ใน 138 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 644 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 162 แห่ง และอีก 24 แห่งเป็นแบบผสมทั้งสองประเภท โดยมีการแบ่งออกเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่ แอฟริกา อาหรับ เอเชียแปซิฟิก ยุโรป - อเมริกาเหนือ และ อเมริกาใต้ - แคริบเบียน
หมายเหตุ: มรดกโลกในประเทศตุรกีและรัสเซียนั้น นับรวมเข้ากับทวีปยุโรป

ลำดับของประเทศที่มีแหล่งมรดกโลกมากที่สุด
     ลำดับประเทศ / รวม 

  1. อิตาลี / 41
  2. สเปน / 40
  3. จีน / 35
  4. เยอรมนี / 32
  5. ฝรั่งเศส / 31
  6. สหราชอาณาจักร / 27
  7. อินเดีย / 27
  8. เม็กซิโก / 27
  9. รัสเซีย / 23
  10. สหรัฐอเมริกา / 20
  11. ประเภทของมรดกโลก
    มรดกโลกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) และ มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage) ซึ่งในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกได้ให้คำนิยามไว้ว่า
    มรดกทางวัฒนธรรม หมายถึง สถานที่ซึ่งเป็นโบราณสถานไม่ว่าจะเป็นงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หรือแหล่งโบราณคดีทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำ หรือกลุ่มสถานที่ก่อสร้างยกหรือเชื่อมต่อกันอันมีความเป็นเอกลักษณ์ หรือแหล่งสถานที่สำคัญอันอาจเป็นผลงานฝีมือมนุษย์หรือเป็นผลงานร่วมกัน ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีคุณค่าความล้ำเลิศทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ มนุษยวิทยา หรือวิทยาศาสตร์
    มรดกทางธรรมชาติ หมายถึง สภาพธรรมชาติที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพอันมีคุณค่าเด่นชัดในด้านความล้ำ เลิศทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นสถานที่ซึ่งมีสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่ได้รับการวิเคราะห์ แล้วว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งถูกคุกคาม หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพืชหรือสัตว์ที่หายาก เป็นต้น
  12. ขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิกมรดกโลก
    ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อสถานที่ในประเทศของตนให้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลก อันดับแรกจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและ วัฒนธรรมทั้งหมดภายในประเทศของตน บัญชีนี้จะเรียกว่า บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีเพียงสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับการ เสนอชื่อ ขั้นต่อมา ประเทศนั้นๆจะต้องเลือกรายชื่อสถานที่ที่ต้องการเสนอชื่อมาจากบัญชีรายชื่อ เบื้องต้น เพื่อจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (Nomination File) โดยทางศูนย์มรดกโลกอาจให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำแฟ้มข้อมูลนี้
    เมื่อถึงขั้นตอนนี้ แฟ้มข้อมูลจะถูกตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กร 2 แห่ง ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ (World Conservation Union) แล้วทั้งสององค์กรนี้จะยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทางคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก หรือทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอชื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถาน ที่เพิ่มเติม โดยการพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งใดจะต้องมีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐาน ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ

    เว็บไซต์ทางการยูเนสโก ระบุผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 35 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปี 2554 ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ และแบบผสม จำนวน 25 แห่ง โดยแบ่งเป็น แหล่งทางวัฒนธรรม 21 แห่ง แหล่งทางธรรมชาติ 3 แห่ง และแบบผสม 1 แห่ง ทำให้ขณะนี้มีแหล่งมรดกโลกที่มีการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด 936 แห่ง เป็นวัฒนธรรม 725 แห่ง ธรรมชาติ 183 แห่ง แบบผสม 28 แห่งสำหรับมรดกโลกปี 2554 ทางวัฒนธรรม ได้แก่
    1. โบราณคดีของเกาะ Meroe ซูดาน
    2. ป้อมปราการราชวงศ์โฮปลายศตวรรษที่ 14 เวียดนาม
    3. พื้นที่กาแฟภูมิทัศน์วัฒนธรรมของโคลัมเบีย
    4. ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของ Serra de Tramuntana สเปน
    5. แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของ Al Ain สหรัฐอาหรับเอมิ
    6. โรงงาน Fagus เยอรมนี
    7. สถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคมของอังกฤษ ศตวรรษที่ 18 -19 บาเบร์ดอส
    8. Longobards อิตาลี ประกอบด้วย 7 กลุ่มของอาคารที่สำคัญ
    9. เสาเข็มยุคก่อนประวัติศาสตร์รอบเทือกเขาแอลป์ ครอบคลุมออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สโลวิเนีย และสวิสเซอร์แลนด์
    10. นิเวศวิทยา การประมงและรวบรวมหอยมีชีวิตและการใช้ของมนุษย์อย่างยั่งยืน เซเนกัล
    11. สวนเปอร์เซีย อิหร่าน
    12. ภูมิทัศน์ทะเลสาบวัฒนธรรมของหางโจว จีน
    13. วัดฮิไรซุมิ วัดที่เป็นตัวแทนของพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ ญี่ปุ่น
    14. Konso ภูมิทัศน์วัฒนธรรม เอธิโอเปีย
    15. มอมบาซา เคนยา
    16. คอมเพล็กซ์มัสยิด Selimiye Edirne ตุรกี
    17. ภาพแกะสลักหินและอนุสาวรีย์ศพของวัฒนธรรมในมองโกเลีย อัลไต 12,000 ปีที่ผ่านมา
    18. ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเกษตรเมดิเตอร์เรเนียน ฝรั่งเศส
    19. อนุสาวรีย์แสดงการเปลี่ยนแปลงจากบาร็อคกับสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิค นิคารา
    20. สถาปัตยกรรมสไตล์เช็ก ยูเครน
    21. หมู่บ้านแบบโบราณในภาคเหนือของซีเรีย
    ส่วนแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ
    1. นิงกาลูโคสต์ แนวปะการัง ออสเตรเลีย
    2. หมู่เกาะโอกาซาวาร่า( Ogasawara) ซึ่งมีเกาะมากกว่า 30 เกาะ รวมความหลากหลายของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ค้างคาว ญี่ปุ่น
    3. ทะเลสาบเคนยา และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแบบผสม ได้แก่ ทะเลทรายวาดิรัม พื้นที่คุ้มครอง จอร์แดน นอกจากนี้ มีพื้นที่ขยายที่ขึ้นทะเบียนอีก 1 แห่ง ป่าไม้บีชดึกดำบรรพ์คลุมเยอรมนี สโลวาเกีย และยูเครน
    อย่างไรก็ดตาม คณะกรรมการฯ ได้พิจารณามรดกโลก 2 แห่ง ซึ่งอยู่ในภาวะอันตราย ได้แก่ มรดกป่าฝนในเขตร้อนชื้นของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย และพื้นที่ลุ่มน้ำของริโอ ฮอนดูรัส
  13. มรดกไทยที่เป็นมรดกโลก

    1.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย - ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2534 สาเหตุที่ได้รับ
    เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
    เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
    2.อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ได้รับพร้อมกับ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
    3.อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ได้รับพร้อมกับ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
    4.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง - ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2534 สาเหตุที่ได้รับ
    เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทาง ธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
    เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
    เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะ อันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความหนาแน่นของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ ความสนใจด้วย
    5.ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ - ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2548 สาเหตุที่ได้รับ
    เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
  14. สาเหตุที่ไทยถอนตัวจากมรดกโลก

    วันนี้ (27มิ.ย.54) เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เวลาประมาณ 23.50 น. ตามเวลาประเทศไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผ่าน ทวิตเตอร์ @Suwit_Khunkitti ระบุว่า น่าเสียดายนะครับที่หน่วยงานนานาชาติที่มีภารกิจส่งเสริมการศึกษาและ วัฒนธรรม จะลืมหน้าที่ของตนเองจนทำให้เกิดความขัดแย้งกันในภาคีสมาชิก การตัดสินใจที่คณะกำลังจะดำเนินการในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ เป็นไปเพื่อไม่ยอมให้ใครใช้ข้ออ้างในการรุกเข้ามาในพื้นที่ที่เป็นอธิปไตย ของเรา

    ที่ประชุมบรรจุวาระ ผมไม่มีทางเลือกครับ คงต้องถอนตัว ผมได้เคยพูดกับสื่อไทยไปว่า หากสังคมใดดำเนินการตามใจตนเอง ไม่คิดถึงกฎระเบียบที่ลงมติโดยสมาชิกแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่เราจะอยู่ในสังคมแบบนี้ กำลังแถลงต่อที่ประชุมครับ คณะผู้แทนพยายามเข้าใจ อธิบาย และอดทนรออย่างเต็มที่แล้ว ผมและคณะนำประเทศไทยถอนตัวจากการเป็นสมาชิกมรดกโลกแล้วครับทั้งนี้นายสุ วิทย์ได่นำหนังสือลาออกจากสมาชิกมรดกโลก แสดงต่อสื่อมวลชน http://t.co/nmsJWHKด้าน ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีเอ็นเอ็น ได้รายงาน ถึงการถอนตัวของประเทศไทย ว่า นายสุวิทย์ ได้ประกาศว่าประเทศไทยขอลาออกจากการเป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก โดยให้เหตุผลว่าการที่คณะกรรมการมรดกโลก ได้นำมติวาระการประชุมที่กัมพูชาเสนอมานำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งไทยยืนยันมาตลอดว่าเป็นการไม่ถูกต้อง หรือ สัญญาอาจจะทำให้ไทยสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน ตรงนี้ไทยไม่เคยยอมรับ ขณะที่ประเทศไทยพยายามจะคัดค้านมาโดยตลอด แต่ในเมื่อจะเข้าสู่กระบวนการโหวต ไทยจึงต้องขอใช้สิทธิ์ ในการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งถือว่าเป็นชาติแรกของโลก ที่ประกาศออกจากสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกอ่านรายงานการถอนตัวในที่ประชุม

    วันนี้ การประชุมทั้งวันเป็นไปอย่างเคร่งเครียด จนเมื่อถึงจุดที่นายสุวิทย์ ประกาศลาออกนั้น ทุกชาติค่อนข้างตกใจเพราะว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรก และ ตอนนี้เป็นที่ยืนยันชัดเจนว่า ไทยเราประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก และ มีผลโดยทันที ซึ่งขณะยังไม่ทราบท่าทีของกัมพูชาจะเป็นอย่างไร หลังจากกรรมการยืนยันนำเรื่องของกัมพูชาเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดก โลก
    ส่วนประเทศสมาชิกมีบรรยากาศค่อนข้างตกใจ กำลังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคณะกรรมการแต่ละคน แต่ผลของการลาออกจากคณะกรรมการมรดกโลกนั้น ทำให้ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการก็สิ้นสุดลงทันทียื่นหนังสือถอนตัวให้ยูเนส โกอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ นายสุวิทย์ ได้นำจดหมาย และแถลงให้ผู้สื่อข่าวฟัง ถึงมุมมองในการตัดสินใจ และรวมถึงบรรยากาศในห้องประชุม ยืนยันว่า เป็นการกระทำที่ได้ไตร่ตรอง และ ผ่านการศึกษาหารืออย่างรอบคอบ รวมถึงได้รับการอนุมัติจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

รายงานผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กค 2554


รายงานผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กค 2554

ลำดับที่
ชื่อพรรค
สัญลักษณ์พรรค
บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1
บัญชีรายชื่อ (คน)
แบ่งเขต (คน)
รวม (คน)
1
66
247
313
2
45
107
152
3
4
9
13
4
2
8
10
5
1
4
5
6
3
0
3
7
2
0
2
8
1
0
1
8
สนธิ บุญยรัตกลิน
1
0
1

กกต.ประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ วันที่ กรกฎาคม 2554 อย่างเป็นทางการ ดังนี้
1.  ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน 

    -  
มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งรวม 75 %

    -  
บัตรเสีย 
5.79 %

    -  
ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.03 ล้านใบ คิดเป็น 
4.03 %

2.  
ส.ส. บัญชีรายชื่อ 


    -  
การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,203,107 คน คิดเป็น 75.03%

    -  
บัตรเสีย 1,726,051 ใบ คิดเป็น 
4.9%
  
    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน มีจำนวน 958,052 ใบ คิดเป็น 
2.72%

3.  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 


    -  
มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 35,119,885 คน คิดเป็น 74.85%

    -  
มีบัตรเสีย 2,039,694 ใบ คิดเป็น 
5.79%

    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,088 คิดเป็น 
4.03%
      

4.  
ข้อสังเกต


    -  
การเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ปี 2550 มีบัตรเสีย อยู่ที่ 5.56 %

    -  
การเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ปี 2550 มีบัตรเสีย อยู่ที่ 
2.56 %

    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ปี 2550 อยู่ที่ 
4.58 %

    -  
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ปี 2550 อยู่ที่ 
2.85 %
      
           -  
จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมากที่สุด จังหวัด 


        -  
ลำพูน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 88.61 %

        -  
เชียงใหม่ 
83.13 %

        -  
ตรัง 
82.65 %

5.  
พรรคการเมืองที่มีผู้สมัครได้รับการเลือกตั้ง 


    -  
พรรคเพื่อไทย 265 คน 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 61 คน 
        -  ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 204 คน 

    -  
พรรคประชาธิปัตย์ 159 คน 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 44 คน 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 115 คน 

    -  
พรรคภูมิใจไทย 34 คน 

        -  
ส.ส.บัญชีรายชื่อ คน 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 29 คน 

    -  
พรรคชาติไทยพัฒนา 19 คน 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 15 คน 

    -  
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน คน 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง คน 

    -  
พรรคพลังชล คน 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง คน 

    -  
พรรครักประเทศไทย คน

        - 
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน 

    -  
พรรคมาตุภูมิ คน 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน 

        -  
ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง คน 

    -  
พรรครักษ์สันติ 

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน

    -  
พรรคมหาชน

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน

    -  
พรรคประชาธิปไตยใหม่

        -  
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คน

6. คะแนนผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

    -  
พรรคเพื่อไทย 15,744,190 คะแนน

    -  
พรรคประชาธิปัตย์ 11,433,501 คะแนน

    -  
พรรคภูมิใจไทย 1,281,522 คะแนน


    -  
พรรครักประเทศไทย 998,527 คะแนน


    -  
พรรคชาติไทยพัฒนา 906,644 คะแนน


    -  
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 494,894 คะแนน


    -  
พรรครักษ์สันติ 284,112 คะแนน


    -  
พรรคมาตุภูมิ 251,581 คะแนน


    -  
พรรคพลังชล 178,106 คะแนน


    -  
พรรคมหาชน 133,767 คะแนน


    -  
พรรคประชาธิปไตยใหม่ 125,781 คะแนน 



พรรคการเมืองที่เข้าร่วมคณะรัฐบาล

พรรคร่วมรัฐบาล  6  พรรครวมกันจัดตั้งรัฐบาลจะมีจำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น  300 เสียง แบ่งเป็น


   J พรรคเพื่อไทย  262 เสียง
   
J พรรคชาติไทยพัฒนา  19
 เสียง
   
J
 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน  เสียง
   
J พรรคพลังชล  7 เสียง   
   J พรรคมหาชน  1  เสียง
   J พรรคประชาธิปไตยใหม่  เสียง

พรรคฝ่ายค้าน  พรรค มีจำนวน ส.ส จำนวนทั้งสิ้น  200 เสียง
แบ่งเป็น

  J พรรครักประเทศไทย
  J พรรครักสันติ
  J พรรคมาตุภูมิ
  J พรรคประชาธิปัตย์
  J พรรคภูมิใจไทย